USA Spring Landscape Photo Trip

เกี่ยวกับทริป

สหรัฐอเมริกานั้นกว้างใหญ่มาก และเต็มไปด้วย landscape สวยติดอันดับโลกมากมาย ตั้งแต่ภูเขา ทะเล น้ำตก ทะเลทราย ป่าไม้ แคนยอน มีอุทยานแห่งชาติมากถึง 59 แห่ง และมากกว่า 75% นั้นอยู่ทางฝั่งตะวันตกของอเมริกา นับเป็นสวรรค์ของข่างภาพธรรมชาติอย่างแท้จริง ทริปนี้เป็น photo trip ซึ่งเราจะเน้นการถ่ายภาพเป็นหลัก เน้นการไปอยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกแสง ใช้เวลาดื่มด่ำกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด เป็นทริปที่วางมาเพื่อช่างภาพอย่างแท้จริง เราจะถ่ายภาพกันตลอดเวลา ทั้งแสงเช้า แสงเย็น และการถ่ายภาพกลางคืน ตราบเท่าที่สภาพแสงและสภาพอากาศจะอำนวย เราจะแบ่งทริปคร่าวๆเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะเน้นเขตทะเลทรายในรัฐ Utah และ Arizona ซึ่งเต็มไปด้วยแคนยอนน้อยใหญ่ และหินรูปทรงสวยงามนับร้อยแห่ง ในส่วนที่สองเราจะย้ายมาที่รัฐ Oregon ซึ่งในช่วงกลางเดือนเมษายน จะเป็นช่วงที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพดอกไม้ ตามเนินเขาและน้ำตกหลายแห่งมีดอกไม้เบ่งบาน เราจะเน้นถ่ายภาพภูเขาหิมะและน้ำตกเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีทุ่งดอกทิวลิปหลากสีและใหญ่ที่สุดใน Oregon ให้เราไปถ่ายภาพอีกด้วย


ข้อมูลทริป

วันเดินทาง 6-17 เมษายน 2560 คร่อมช่วงวันหยุดจักรีและสงกรานต์

สมาชิกในทริป 10 ท่าน

ครูผู้สอน ครูดัส ครูพี จากโรงเรียน Pixproscool

ระดับความยากทริป – ง่ายถึงปานกลาง จุดถ่ายภาพอยู่ริมถนน หรือเดินอย่างมากไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากจุดจอดรถ หากต้องการแวะไปยังจุดถ่ายภาพที่อยู่ไกลออกไป สามารถจัดได้ตามคำขอ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของทุกคน ณ วันนั้น

สภาพอากาศ ไม่หนาวจัด และไม่ร้อน กลางวันอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส ส่วนตอนกลางคืนและตอนเช้า อากาศเย็นราวๆ 5-10 องศาเซลเซียส

 

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายสำหรับ workshop 115,000 บาท

ค่าใช้จ่ายนี้รวม

  • รถเช่า พร้อมประกันรถ และน้ำมันตลอดการเดินทาง โดยเราจะเช่ารถตู้ 15 ที่นั่ง จำนวน 1 คัน หรือรถ minivan 7 ที่นั่ง จำนวน 2 คัน
  • ค่าที่พัก 10 คืน ตามที่ระบุไว้ในโปรแกรม โดยเข้าพัก 2 คนต่อ 1 ห้อง พักโรงแรมเครือ Best Western 3 ดาว หรือเทียบเท่า
  • อาหารทุกมื้อในอเมริกาตลอด 11 วัน
  • ค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 3 เที่ยวบิน พร้อมค่าโหลดกระเป๋า 1 ใบ หนัก 23 กิโลกรัม
  • ประกันการเดินทาง
  • ค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงาน
  • การเรียนถ่ายภาพในสถานที่จริง และการปรับแต่งภาพ หากมีเวลาเอื้ออำนวย

ค่าใช้จ่ายนี้ไม่รวม

  • ตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศไปกลับกรุงเทพไปลอสแองเจลิส BKK-LAX (ราคาประมาณ 30,000-35,000 บาท ขึ้นกับสายการบิน)
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ค่าธรรมเนียมในการทำวีซ่า และค่าเดินทางมาขอวีซ่า
  • ค่าน้ำหนักกระเป๋าเกินจากที่กำหนดไว้
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์

สำหรับการจองทริป รบกวนติดต่อครูดัสทางข้อความส่วนบุคคลทาง facebook เพื่อขอเลขที่บัญชีเพื่อทำการโอนเงิน โดยชำระมัดจำ 40,000 บาทเพื่อจองทริป และสำหรับยอดที่เหลือ 75,000 บาท ชำระก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์


กำหนดการเดินทาง

หมายเหตุ กำหนดการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความสะดวกในการเดินทาง

Day 0 (พุธ 5 เมษายน)

พบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 22.00 น.

Day 1 (พฤหัส 6 เมษายน)

Bangkok – Los Angeles – Las Vegas – Page

เดินทางไปยังลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ด้วยสายการบิน EVA แวะต่อเครื่องที่ไทเป (Taipei Taoyuan, รหัสสนามบิน TPE) เที่ยวบินแรก BR 206 (Airbus 330) ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 2.10 น. ถึงไทเป 6.55น. จากนั้นต่อเครื่องไปยังลอสแองเจลิส (Los Angles, รหัสสนามบิน LAX) ด้วยเที่ยวบิน BR 6 (Boeing 777) ออกจากไทเปเวลา 10.10 น. และถึงลอสแอลเจลิสเวลา 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 14 ชั่วโมง ดำเนินการผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรประมาณ 2 ชั่วโมง

ออกเดินทางต่อไปยังลาสเวกัส (Las Vegas, รหัสสนามบิน LAS) ในรัฐ Nevada ด้วยสายการบิน Southwest เที่ยวบิน WN 1874 ออกจาก LAX 11.15 น. และถึงลาสเวกัสเวลา 12.15 น. (หมายเหตุ สายการบิน Southwest สามารถโหลดกระเป๋าได้ฟรี 2 ใบ) รับรถเช่า และออกเดินทางไปยังรัฐ Arizona ซึ่งทั้งรัฐ California, Arizona และ Nevada นั้นใช้เขตเวลาเหมือนกัน เราจะขับรถชมวิวไปตลอดทาง ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง ข้ามจากรัฐ Nevada มายัง Arizona และ Utah และถึง Horseshoe Bend เวลา 17.30 น. ซึ่งเป็นหุบผารูปเกือกม้าขนาดยักษ์ ด้านล่างเป็นแม่น้ำโคโลราโด เราจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกกันที่นี่ จากนั้นกลับมาพักผ่อนตามอัธยาศัยที่เมือง Page ทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทยหรือจีนในเมือง Page

คืนวันที่ 6 และ 7 เมษายน เราจะพักที่ Best Western Plus เป็นเวลาสองคืน

เวลาพระอาทิตย์ขึ้นในรัฐ Arizona 6.08 น. และพระอาทิตย์ตก 18.56 น. ส่วนรัฐ Utah เวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกจะเร็วกว่า 1 ชั่วโมง เนื่องด้วย time zone ที่ต่างกัน


Day 2 (ศุกร์ 7 เมษายน)

Page – Upper Antelope Canyon – Coal Mine Canyon – Page

ตื่น 4.00 น. ออกไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ Stud Horse Point พักผ่อนตามอัธยาศัยจนถึงเวลา 10.30 น. เราจะนัดทัวร์ที่จัดไว้สำหรับช่างภาพโดยเฉพาะ เข้าไปถ่ายภาพใน Upper Antelope Canyon เวลา 11.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะที่สุดสำหรับการถ่ายภาพลำแสงใน Upper Antelope Canyon ลำแสงเหล่านี้จะเห็นได้เฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงตุลาคมเท่านั้น และเห็นได้เฉพาะช่วงเที่ยง ดังนั้นทัวร์ถ่ายภาพจึงมีจำกัดเพียงวันละหนึ่งรอบเท่านั้น

จากนั้นในตอนเย็นเราจะมุ่งหน้าลงใต้ลงไปชั่วโมงเศษๆ ไปทางเมือง Tuba City เพื่อไปยลโฉม Coal Mine Canyon ซึ่งเป็น canyon เล็กๆที่เล็กกว่า Grand Canyon หลายเท่า และหลายคนมักมองข้าม แต่ที่นี่สีสันสวยมาก

คืนวันที่ 7 และ 8 เมษายน เราจะพักที่ Super 8 Moab เป็นเวลาสองคืน

Day 3 (เสาร์ 8 เมษายน)

Page – Lower Antelope Canyon – Monument Valley – Moab

เช้าวันนี้ไม่รีบร้อนมากนัก พร้อมกันเวลา 5.30 น. เพื่อไปถ่ายภาพที่ Glen Canyon Dam Overlook ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมไปเพียงแค่ 5 นาที จากนั้นค่อยกลับมาทานอาหารเช้าที่โรงแรม และออกไปลุยถ่ายภาพต่อที่ Lower Antelope Canyon ในช่วงเช้า ซึ่งที่นี่จะคล้ายกับ Upper Antelope Canyon แต่จะเน้นสีสันของหินที่สวยงามกว่า และมีมุมมองให้ถ่ายที่เยอะกว่า

ในช่วงสาย 10.30 น. ออกเดินทางต่อไปยังเมือง Moab ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง โดยเราจะแวะถ่ายภาพกันที่ Monument Valley, Gooseneck State Park และ Mule Canyon ขึ้นกับสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะ Monument Valley เป็นจุดที่ไม่ควรพลาด เป็นเป็นฉากที่ดังที่สุดของเขต Southwest นี้เลยทีเดียว เป็นฉากที่ขึ้นอยู่ในหนังคาวบอยหลายเรื่องทีเดียว

Moab เป็นเมืองที่ขนาบข้างไปด้วยอุทยานแห่งชาติชื่อดังสองแห่งคือ Canyonlands National Park และ Arches National Park นอกจากนี้ยังมี State Park เล็กๆอีกแห่งชื่อ Deadhorse Point State Park ซึ่งสวยไม่แพ้อีกสองที่เลย เราจะมุ่งหน้าเข้าไปยัง Arches National Park ก่อน เพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกของ Balance Rock คู่กับ La Sal Mountains และวกมาถ่ายภาพกลางคืนในช่วง twilight ที่ North Window และ Turret Arch

Day 4 (อาทิตย์ 9 เมษายน)

Moab – Dead Horse Point State Park – Arches National Park – Delicate Arch – Moab

สำหรับแสงแรกของวัน เราจะเริ่มต้นกันที่ Dead Horse Point State Park ที่นี่จะเห็นโค้งน้ำของแม่น้ำ Colorado เป็นรูปเกือกมา โดยมุมมองที่เห็นจากจุดชมวิวจะเป็นมุม 45 องศา เทียบกับที่ Horseshoe Bend นั้นเป็นมุมตรง ทำให้เราสัมผัสความยิ่งใหญ่ของ canyon ที่เกิดจากพลังกัดเซาะของแม่น้ำ Colorado ในมุมมองที่ต่างออกไป

ในช่วงกลางวันเราจะพักเก็บแรง พร้อมลุยต่อในช่วงเย็น ตัวเลือกแสงเย็นอาจจะเป็น Delicate Arch ที่ต้องเดินประมาณ 6 กิโลเมตร หรือ Green River Overlook ใน Canyonlands National Park ก็ได้ และเราจะเน้นถ่ายภาพกลางคืน โดยใช้ light painting คู่กับ arch นับสิบที่อยู่ในอุทยานแห่งนี้ เช่น Double Arch เป็นต้น

Day 5 (จันทร์ 10 เมษายน)

Moab – Mesa Arch – Capitol Reef – Bryce Canyon

สำหรับเช้าวันนี้เราจะตื่นเช้ากว่าปกติมาก เนื่องจากต้องไปที่ Mesa Arch ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่นิยมมากๆ และมีที่จำกัดในการถ่ายภาพ จึงต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อการันตีว่าเราจะได้จุดถ่ายภาพเพียงพอสำหรับทุกคน จังหวะที่สวยที่สุดคือเมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ฉาบแสงลงบนหน้าผาสีแดง และแสงนั้นสะท้อนทำให้ด้านล่างของ Mesa Arch ลุกเป็นสีส้มแดง

หลังจากแสงเช้าที่ Mesa Arch เราจะกลับมาเก็บของออกเดินทาง ตีรถยาว 4 ชั่วโมงครึ่งมานอนที่เมือง Bryce Canyon โดยเส้นทางจะผ่าน Capitol Reef National Park ด้วย และเราจะเก็บภาพพระอาทิตย์ตกที่ Devils Garden ใกล้กับเมือง Escalante แวะทานอาหารเย็นที่ Escalante

เข้าพักที่ Best Western Plus Ruby’s Inn อยู่ติดกับ Bryce Canyon National Park เลย

Day 6 (อังคาร 11 เมษายน)

Bryce Canyon – Zion – Valley of Fire – Las Vegas

พร้อมกันเวลา 6.00 น. (ตามเวลา Utah) ทานอาหารเช้าที่โรงแรม และออกไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ Sunset point แวะชม Thor’s Hammer อันโด่งดัง และแวะชม Bryce Point ที่ล้อมรอบไปด้วยแท่งหินนับพันแท่ง ฉาบไปด้วยแสงยามเช้า ในช่วงสาย เราจะขับรถมาที่ Zion National Park ซึ่งเป็นอุทยานที่รายล้อยไปด้วยหน้าผาสีแดงรอบด้าน 360 องศา เราจะเข้าไปในอุทยานประมาณ 1 ชั่วโมง ดื่มด่ำกับบรรยากาศ แวะถ่ายภาพที่ Canyon Junction Bridge ด้านหน้าทางเข้า Zion Valley ซึ่งเป็นจุดที่สามารถชมหน้าผาชื่อ The Watchman คู่กับแม่น้ำ Virgin River ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านอุทยานแห่งนี้

จากนั้นขับรถอีก 2 ชั่วโมงครึ่งเพื่อกลับ Las Vegas โดยเราจะแวะชม Valley of Fire state park ในระหว่างทางกลับ เย็นวันนี้เราจะพักผ่อนให้เต็มที่ ชมแสงสีของเมือง Las Vegas และมีเวลาให้ shopping ที่ Premium outlet ขนาดใหญ่ทั้งสองแห่ง แวะทานร้านอาหารไทยที่อร่อยที่สุดใน Las Vegas

นอนพักที่โรงแรม Excalibur บน Las Vegas Strip


Day 7 (พุธ 12 เมษายน)

Las Vegas – Portland

พร้อมกันเวลา 5.00 เพื่อออกไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ Red Rock Canyon แวะถ่ายภาพที่ Windstone Arch ใน Valley of Fire State Park สักพักหนึ่ง จากนั้นเดินทางไปสนามบิน Las Vegas เพื่อเดินทางต่อไปยังเมือง Portland รัฐ Oregon ด้วยสายการบิน Southwest เที่ยวบิน WN 4071 ออกจาก Las Vegas เวลา 12.10น. และถึง Portland เวลา 2.30 น.

Portland เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในรัฐ Oregon ที่นี่ฝนตกบ่อยเกือบทั้งปี จึงเป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายภาพน้ำตกเป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่ขับรถ 30 นาทีจาก Portland ก็จะถึงบริเวณที่เรียกว่า Columbia River Gorge ที่รายล้อมไปด้วยน้ำตกนับร้อยแห่ง นับว่าเป็นสวรรค์ของคนชอบถ่ายน้ำตกทีเดียว เราจะขับรถมุ่งหน้าต่อไปยังเมือง Cascade Locks และเข้าที่พักที่ Best Western Plus Columbia River Inn และแวะถ่ายภาพแสงเย็นกับ Mount Hood กับยุ้งฉางสีแดง รายล้อมไปด้วยดอกสีขาวของต้นอัลมอนด์ที่เมือง Hood River

พักที่ Best Western Plus Columbia River Inn เป็นเวลา 2 คืน จนถึงวันที่ 14 เมษายน

เวลาพระอาทิตย์ขึ้นในเมือง Portland รัฐ Oregon 6.29 น. และพระอาทิตย์ตก 19.53 น.


Day 8 (พฤหัส 13 เมษายน)

Columbia River Gorge

ในเช้านี้ เราจะตื่นตั้งแต่ 5.30 น. ขับรถออกไป 30 นาที เพื่อไปถ่ายภาพที่ Rowena Crest Viewpoint ซึ่งจะเต็มไปด้วยดอกไม้สีเหลืองที่ชื่อ Balsamroot รายล้อมไปทั้งเนินเขา เห็นวิวของแม่น้ำ Columbia River เป็นฉากหลัง จากนั้นกลับมาทานอาหารเช้าที่โรงแรม เข้ามาแวะพักผ่อนในตัวเมือง

ในช่วงกลางวัน เราจะตระเวณออกไปถ่ายภาพน้ำตกดังๆอย่าง Multnomah Falls และ Gorton Creek ในช่วงกลางวัน สำหรับตอนเย็นเราจะกลับไปที่เมือง Hood River อีกครั้งเพื่อถ่ายภาพสวนอัลมอนด์กับ Mount Hood ในอีกมุมหนึ่ง

Day 9 (ศุกร์ 14 เมษายน)

Columbia River Gorge

ตื่นเช้าอีกครั้งเพื่อไปถ่ายภาพดอก Balsomroot แต่คราวนี้เราจะข้ามฝั่งแม่น้ำมาในรัฐ Washington มาถ่ายภาพที่ Columbia Hills ถ่ายภาพดอก Balsamroot คู่กับต้นไม้สวยๆ จากนั้นกลับมาแวะทานอาหารเช้าที่โรงแรม และออกไปถ่ายภาพที่ Panther Creek Falls ซึ่งเป็นน้ำตกมอสขนาดใหญ่

กลับเข้าเมือง Portland แวะทานอาหารเที่ยง แวะชม Portland Japanese Garden ถ่ายภาพต้นเมเปิ้ลอันโด่งดัง และตีรถออกไปถ่ายภาพแสงเย็นที่ Jonstrud Viewpoint หรือ Vista House ใกล้กับเมือง Portland

พักที่ Best Western ในเมือง Vancouver รัฐ Washington อยู่ห่างจากเมือง Portland 15 นาที เราจะพักที่นี่อีก 2 คืน

Day 10 (เสาร์ 15 เมษายน)

Portland – Woodshoe Tulip Farm – Portland

ในช่วงเช้า ถ่ายภาพฟาร์มดอกทิวลิปที่ Woodshoe Tulip farm ชื่นชมความงามของทุ่งดอกทิวลิปหลากสีกับพระอาทิตย์ขึ้น ในช่วงสายแวะ shopping ที่ Premium Outlet ในเมือง Woodburn นอกจากนี้ Shopping outlet นี้ยังเป็น outlet ที่ใหญ่ที่สุดของ Oregon อีกด้วย เรามีเวลา shopping จนถึงช่วงบ่ายของวัน

แวะเที่ยวน้ำตก Ramona Falls หรือ Ponytails Falls และปิดท้ายวันด้วยถ่ายภาพ Cityscape มุมคลาสสิคที่สุดของเมือง Portland คู่กับ Mount Hood ที่ Pittock Mansion


Day 11 (อาทิตย์ 16 เมษายน)

Columbia River Gorge – Portland – San Francisco

ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นกับ Mount Hood ที่ Trillium Lake และหลังจากถ่ายภาพแสงเช้าแล้ว เราจะกลับมายัง Portland เที่ยวชมเมืองในช่วงเช้า และขึ้นเครื่องจากสนามบิน Portland ไปยัง San Francisco ด้วยสายการบิน Alaska Airlines เที่ยวบิน AS 400 ออกจาก Portland เวลา 13.05 น. และถึง SFO 14.53 น. เพื่อต่อเครื่องกลับประเทศไทย โดยเครื่องของสายการบิน EVA เที่ยวบิน BR 27 ออกเวลา 17.40 น.

Day 12 (จันทร์ 17 เมษายน – หยุดชดเชยวันสงกรานต์)

Arrive Bangkok

ถึงกรุงไทเปเวลา 22.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น และออกเดินทางกลับกรุงเทพ ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 2.20 น. ของเช้าวันอังคารที่ 18 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. วีซ่า การเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาต้องใช้วีซ่า รายละเอียดติดตามได้จาก http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-visaapply.asp
  2. เสื้อผ้า เสื้อกันหนาว เสื้อและกางเกงที่กันฝน และกันลมได้ เนื่องจากเราจะเดินทางไปยังทะเลทรายในรัฐ Arizona และ Utah ซึ่งในเดือนเมษายน อากาศค่อนข้างแห้ง อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 7-25 องศา และป่าดิบชื้นในรัฐ Oregon โอกาสฝนตกสูง อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 15-25 องศา
  3. กระเป๋ากล้องแบบสะพายหลัง เพื่อความสะดวกในการเดิน hiking
  4. กล้อง เลนส์ครบช่วงตั้งแต่ wide ถึง telephoto และขาตั้งกล้อง
  5. ไฟฉาย แนะนำเป็นไฟฉายคาดหัว
  6. รองเท้าเดินป่า (hiking shoes)
  7. ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟ้น ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว

การยกเลิกทริป

หากเกิดเหตุขัดข้องประการใดที่ท่านไม่สามารถไปทริปได้ด้วยเหตุผลส่วนบุคคล ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถ้าหากท่านหาผู้ที่สนใจไปแทนได้ ทางผู้จัดจะคืนเงินมัดจำให้เต็มจำนวน สำหรับเงินส่วนที่เหลือที่จ่ายหลังจากมัดจำ (โอนเงินครบแล้ว) ทางผู้จัดจะคืนเงินให้ โดยขอสงวนสิทธ์ในการหักค่าใช้จ่ายและค่าดำเนินการที่ได้ออกไปล่วงหน้าก่อนแล้ว หากท่านแจ้งยกเลิกทริปด้วยเหตุผลส่วนตัวหลังจากวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หรือท่านไม่สามารถชำระเงินยอดที่เหลือภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทางผู้จัดทริปขอสงวนสิทธ์ในการคืนเงินมัดจำ